25 มิ.ย. 2558

ความสามารถกับอาชีพในอนาคตของเด็ก

        จากการศึกษาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการศึกษาชื่อดังชาวเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้คิดค้นทฤษฏี Multiple Intelligences หรือทฤษฏีพหุปัญญาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นทฤษฏีที่เน้นความสามารถที่หลากหลายของมนุษย์ พบว่าความสามารถของคนเรานั้นแบ่งได้ 9 ด้าน ได้แก่
        


        1. Linguistic Ability : ความสามารถด้านภาษา เด็กที่มีความสามารถด้านนี้จะเรียนรู้และเข้าใจคำพูดต่างๆ ได้เร็วเกินวัยสามารถใช้คำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเขียน การพูดจูงใจ โน้มนาว การอธิบาย เล่านิทาน โต้เถียง การให้เหตุผล การเขียนสรุป ชอบคิดชอบเขียน มีความจำดี เด็กที่มีแววด้านนี้โตขึ้นอาจเป็นนักเรียน นักประพันธ์ หรือนักการเมือง เป็นต้น
        2. Logical Mathematical Ability  : ความสามารถด้านตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์ เป็นด้านที่เด็กมีความถนัดทางคณิตศาสตร์ มีความเข้าใจในเรื่องตัวเลขได้เร็ว ใช้เงินเป็นและเร็วกว่าเด็กในวันเดียวกันสามารถคิดแก้ปัญหาเกี่ยวกับตัวเลข การทดลอง การสังเคราะห์ความคิด สำรวจ การคำนวณ เรียงลำดับเวลาหรือเหตุการณ์ การใช้เหตุผล การตั้งสมมติฐาน  เด็กที่มีแนวด้านนี้โตขึ้นอาจเป็นนักคณิตศาสตร์นักวิทยาศาสตร์เป็นต้น


        3. Musical Ability : ความสามารถด้านดนตรี  เด็กจะมีความถนัดหรือเก่งในเรื่องของ  ดนตรี  ชอบฟังเพลง ร้องเพลง จำเนื้อเพลง และตอบสนองกับจังหวะดนตรีได้เร็ว จะ เต้นตามเมื่อได้ยินดนตรีจังหวะสนุกๆ ชอบของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรีเป็นพิเศษ เมื่อเรียนดนตรีจะสามารถพัฒนาไปได้เร็วมาก  เด็กที่มีแววด้านนี้โตขึ้นอาจเป็นนักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลง เป็นต้น
        4. Spatial Ability: ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ มีความสามารถในการมองเห็นภาพ รวม  เรียนรู้เมื่อวาดรูป ระบายสี การลอกลาย การเขียนแผนที่ เข้าใจ และมองโลกได้ อย่างถูกต้อง  เด็กที่มีแววด้านนี้โตขึ้นอาจเป็นวิศวกร สถาปนิก จิตรกร เป็นต้น
        5. Bodily-Kinesthetic:  ความสามารถด้านกีฬาและการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย  จะมีพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อได้ดี เช่น กระโดดขาเดียว เดินทรงตัวบนเส้นตรงได้ดี จะรู้สึกสนุกสนานและมีความสุขเมื่อได้ออกกำลัง เต้นรำ หรือการแสดงออกต่างๆ  เด็กที่มีแนวด้านนี้โตขึ้นอาจเป็นนักกีฬา เป็นต้น
        6. Interpersonal Ability: ความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ จะเป็นเด็กที่ชอบบริการคนอื่นๆ ช่างเอาอกเอาใจ ชอบช่วยเหลือเพื่อน พูดจาไพเราะ อ่อนหวานน่ารัก มีความกล้าที่จะพูดคุยกับผู้คน ชอบพบปะผู้คนหลากหลาย ชอบเข้าสังคม ไม่กลัวคนแปลกหน้า ชอบสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล  เด็กที่มีแววด้านนี้โตขึ้นอาจเป็นนักพูด นักประชาสัมพันธ์ ผู้นำการเมือง พนักงานขาย เป็นต้น
        7. Intrapersonal Ability: ความสามารถด้านจิตวิเคราะห์ ชอบเรียนรู้ค้นคว้าวิจัย เขียนบันทึกประจำวัน สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง หาคำตอบให้กับตัวเองได้ เข้าใจความรู้สึกของตนเอง   เด็กที่มีแววด้านนี้โตขึ้นอาจเป็นนักจิตวิทยา ผู้นำศาสนา เป็นต้น
        8. Naturalist Ability: ความสามารถด้านธรรมชาติศึกษา ชอบเรียนรู้สิ่งแวดล้อมทั้งคนและธรรมชาติ ชอบสังเกตความแตกต่าง เปรียบเทียบ ชอบปลูกผัก เลี้ยงสัตว์  เด็กที่มีแววนี้โตขึ้นอาจเป็นนักชีววิทยา นักสิ่งแวดล้อม นักธรณีวิทยา เป็นต้น
        9. Creative Ability หรือ Imagination Ability: คือความสามารถในการคิดพลิกแพลงแตกต่างในการแก้ปัญหา หรือการคิดใจสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ออกจากแนวเดิมๆ ที่เราเคยมี เช่น การคิดแปรรูปสินค้า การออกแบบลวดลายผ้า ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องบิน โทรศัพท์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มมูลค่าของสินค้ามากขึ้น  เด็กในแนวนี้มักจะเป็นเจ้าของกิจการ สถาปนิก ดีไซเนอร์ ฯลฯ



        ดังนั้น การค้นหาความถนัดของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ พ่อแม่จึงควรสังเกตลูกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ลูกยังเล็กว่ามีความถนัดด้านใด เพื่อจะได้ส่งเสริมได้อย่างถูกทาง ทั้งนี้ เด็กไม่จำเป็นต้องเก่งในทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความสามารถด้านอื่นที่โดดเด่นกว่า ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่พ่อแม่จะได้กระตุ้นส่งเสริมได้อย่างถูกทาง ตรงตามความถนัดของตัวเด็กเอง ซึ่งจะทำให้เด็กเติบโตอย่างเป็นสุข ได้เป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็น

21 มิ.ย. 2558

เปรียบเทียบระหว่างการเรียนสายสามัญกับการเรียนสายอาชีพ

เปรียบเทียบระหว่างการเรียนสายสามัญกับการเรียนสายอาชีพ
        ถ้าเปรียบเทียบหลักสูตรและจุดเด่นระหว่างสายสามัญและสายอาชีพ จะเห็นได้ว่าสายสามัญและสายอาชีพมีความแตกต่างกันอยู่หลายอย่าง การเรียนสายสามัญ คือ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระ และสาระเพิ่มเติม เช่น กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมแนะแนว เป็นต้น  โดยการจัดการศึกษาสายสามัญ แบ่งออกเป็น
ระดับประถมศึกษาตอนต้น
ระดับประถมศึกษาตอนปลาย
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
        เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถทุกด้าน ตามลำดับขั้นและหลักสูตรของสถานศึกษา และหลักสูตรของกระทรวงศึกษากำหนดไว้ ว่าแต่ละระดับควรพัฒนาด้านใดบ้าง และเพิ่มเติมความรู้ ความสามารถในด้านใด

สำหรับสายสามัญในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะมีการแบ่งชั้นเรียน เป็น
-สายวิทย์คณิต บางโรงเรียนก็จะมี วิทย์ปิโตรเลียม,วิทย์แพทย์,วิทย์-สถาปัตย,วิทย์ทั่วไป
-สายศิลป์คำนวณ
-สายศิลป์ภาษา เช่น อังกฤษจีน, อังกฤษฝรั่งเศส,อังกฤษเยอรมัน, อังกฤษญี่ปุ่น,อังกฤษสเปน
-สายศิลป์-ทั่วไป
        สำหรับแบ่งผู้เรียน เพื่อนำไปเป็นเกณฑ์คัดเลือกนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อไป เนื่องจากในบางสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้สายการศึกษา สายใดเข้าศึกษาได้แต่สายอาชีพจะเป็นการศึกษาเฉพาะทางโดยเน้นให้ผู้เรียนที่จบการศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพ หรือสมัครงานตามสาขานั้น ๆ ได้ ซึ่งถือว่าผู้ที่เรียนจบสาขาวิชานั้น ๆ เป็นผู้มีความรู้พื้นฐานสำหรับประกอบอาชีพนั้น ๆ ได้ เช่น
        หลักสูตร ปวช. คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ เป็นระดับการฝึกวิชาชีพระดับพื้นฐานในงานสายอาชีพนั้น ๆ ซึ่งมีรู้สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ตามความรู้ที่เรียน
หลักสูตร ปวส. คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเป็นระดับความรู้ที่สูงขึ้นจาก ปวช. โดยเน้นความรู้เฉพาะมากขึ้นมีความรู้ความชำนาญพิเศษมากขึ้น
สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพและหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูงแบ่งการเรียนเป็นสาขา ดังนี้
– สาขาวิชาอุตสาหกรรม
– สาขาวิชาพาณิชยกรรม/บริหารธุรกิจ
– สาขาวิชาศิลปกรรม
– สาขาวิชาประมง
– สาขาวิขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
– สาขาวิชาอุตสาหกรรมสิ่งทอ
– สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

        การศึกษาระดับสายอาชีพสามารถศึกษาต่อได้ถึงระดับสูงสุดเท่ากับการศึกษาสายสามัญ คือ ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งเป็นการพัฒนาการศึกษาตามลำดับขั้นสำหรับผู้สนใจศึกษาต่อระดับสูงขึ้นไปเพื่อยกระดับความรู้ความสามารถ นักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถเลือกเรียนได้ทั้งสายสามัญและสายอาชีพปัจจัยที่ทำให้นักเรียนเลือกเรียนระหว่างสายสามัญและสายอาชีพ คือ
    1.ด้านสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ขนาดของครอบครัว การศึกษาสูงสุดของคนในครอบครัวและจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดา
    2.ด้านสถานภาพทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว มีตัวแปรที่สำคัญคือ รายได้ของครอบครัว ระดับการศึกษาของบิดามารดาและปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย
    3.ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
        นักเรียนสายสามัญเมื่อเรียนจบส่วนใหญ่ก็คิดที่อยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งนั้นแต่นักเรียนสาอาชีพบางคนก็อยากเรียนต่อ ปวส.แต่บางคนก็อาจจะอยากเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จากการศึกษาความคาดหวังและโอกาสทางการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา   พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและได้ต่อระดับอุดมศึกษามีร้อยละ 85.4 เพศหญิงได้ศึกษาต่อมากกว่าเพศชายเล็กน้อย หลักสูตรสายสามัญได้ศึกษาต่อมากกว่าสายอาชีพ แผนการเรียนในหลักสูตรสายสามัญ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาต่อมากที่สุด รองลงมาคือ แผนการเรียนศิลป์-ภาษา ศิลป์-คำนวณและแผนการเรียนทั่วไป
        ส่วนประเภทวิชาในหลักสูตรสายอาชีพ ประเภทวิชาพาณิชย-กรรม/บริหารธุรกิจ ได้ศึกษาต่อมากที่สุด รองลงมาคือประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม  ศิลปหัตถกรรม/ศิลปกรรมและคหกรรม/คหกรรมศาสตร์  ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรสายสามัญจะได้ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดทบวงมหาวิยาลัยเป็นส่วนใหญ่และผู้สำเร็จการศึกษาสายอาชีพจะได้ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นส่วนใหญ่
        นอกจากนี้ผู้สำเร็จการศึกษาส่วนมากจะได้ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคหรือที่ตั้งสถานศึกษาของตน ในการศึกษาแต่ละประเภทต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป
การเรียนสายสามัญ
ข้อดีของการเรียนสามัญ
        1. ความรู้พื้นฐานทั่วไป จะได้มากกว่าสายอาชีพ
        2. เลือกเรียนในมหาวิทยาลัยได้ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเอกชนหรือรัฐ
        3. มีโอกาสเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ต่างประเทศหรือกิจกรรมอื่นๆได้มากกว่า (อยู่ที่ตัวเองและการสนับสนุนของโรงเรียน)
        4. สังคมแวดวงเพื่อน จะดีกว่า สายอาชีพ (โดยส่วนใหญ่นะ)
ข้อเสียของการเรียนสายสามัญ
        1. ความรู้เฉพาะด้านอาจไม่แน่นเท่าสายอาชีพ (ในบางกรณี)
        2. จบ ม.6 ถ้าไม่ต่อ ปริญญาตรี จะไม่มีความหมายเลย***เน้นๆ
        3.สายสามัญส่วนใหญ่จะไม่เจอวิชาชีวิต(ประสบการณ์ต่างๆ การเอาตัวรอด พบเจออะไรแย่ๆ)
เท่าสายอาชีพ(โดยส่วนใหญ่)
การเรียนสายอาชีพ
         ข้อดีของการเรียนสายอาชีพ
         1. ความรู้เฉพาะด้านแน่น ถ้าคนที่เลือกเรียนต่อในสาขาที่เรียนมา จะได้เปรียบกว่าสายสามัญ เมื่อเข้าไปเรียนในมหาลัย
         2. ถ้าไม่เรียนต่อ ก็ไม่เป็นไร สามารถทำงานได้เลย แถมยังไปสอบราชการก็ได้อีกด้วย
         ข้อเสียการเรียนสายอาชีพ
         1.มีข้อจำกัดในการต่อมหาลัย เพราะมหาลัยรัฐหลายที่หลายคณะที่เขาไม่รับเด็กสายอาชีพ
ถ้าเป็นเอกชนก็แล้วไป
         2. สังคมสายอาชีพไม่ค่อยดี เด็กเกเร เสียส่วนใหญ่ (ไม่ได้เป็นเด็กเกเรทุกคน)


18 มิ.ย. 2558

การตัดสินใจเลือกอาชีพ

การตัดสินใจเลือกอาชีพ

        การตัดสินใจเลือกอาชีพ นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญนะคะ เพราะถ้าตัดสินใจเลือกอาชีพเหมาะสมกับตนแล้ว จะทำให้เรามีความสุขและมีความก้าวหน้าในชีวิตประจำวัน ในแต่ละวันทุกคนมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา และบางครั้งต้องตัดสินใจหลายเรื่อง
ซึ่งทุกเรื่องอาจมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับตัวเรา การตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้การตัดสินใจที่ดี ต้องรู้หลักการ วิธีการ ขั้นตอน เพื่อจะได้ตัดสินใจให้ดีที่สุดคะ ไม่คิดเป็นเรื่องของโชคลาง การฝึกการตัดสินใจเรื่องอาชีพต้องเรียนรู้กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพ รู้วิธีการ และปฏิรูปแบบของการตัดสินใจเลือกอาชีพ การตัดสินใจเลือกอาชีพ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า “งานคือชีวิต” ดังนั้นจำเป็นต้องมีการเริ่มต้นด้านการวางแผนชีวิตด้านอาชีพ ตั้งแต่วัยเรียน ซึ่งเป็นการวางแผนระยะยาวที่ต้องใช้เวลานานจะอาศัยความพยายามอย่างมาก ผลตอบแทนที่ได้รับก็คุ้มค่า สิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกอาชีพ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการคือ 
        
        ประการที่ 1 ปัจจัยภายนอกได้แก่ ข้อมูลด้านอาชีพพอสรุปได้ดังนี้
1) แนวโน้มของตลาดแรงงาน เป็นข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการผู้ทำงานในด้านต่าง ๆ ปัจจุบัน และการพยากรณ์ความต้องการในอนาคต
2) ลักษณะงาน งานที่ต้องทำเป็นประจำมีลักษณะอย่างไร ผู้ทำงานจะต้องทำอะไรบ้างเป็นงานที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลินหรือเบื่อหน่าย งานใหญ่ หรือ งานเล็ก มีความรับผิดชอบที่สำคัญมากหรือไม่ ฯลฯ
3) สภาพแวดล้อมของงาน ได้แก่สภาพแวดล้อม บรรยากาศ ของงาน เช่น ร้อน สกปรก ฝุ่นมาก เสียงดัง มีสารพิษ มีความขัดแย้งต่าง ๆ ในหน่วยงาน ฯลฯ
4) คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ อายุ ได้มีการกำหนดอายุก่อนเกษียณอย่างไร เพศ อาชีพนั้น ๆ 
5) การเข้าประกอบอาชีพ การเข้าประกอบอาชีพต้องมีวิธีการอย่างไร โดยการสมัครงานกับนายจ้างหรือสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ด้วย 
6) รายได้ ในการประกอบอาชีพมีรายได้โดยเฉลี่ยเท่าไหร่ 
7) ความก้าวหน้า อาชีพนั้น ๆ มีความก้าวหน้าเพียงใด ต้องมีการอบรมเพิ่มเติม และมีความสามารถเท่าไหร่ถึงจะเลือนขั้น 
8) การกระจายของผู้ประกอบอาชีพ มีผู้ประกอบอาชีพมากน้อยเพียงใดกระจายอยู่ทั่วประเทศหรือมีอยู่เพียงบางจังหวัด
9) ข้อดีและข้อเสีย อาชีพแต่ละอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับความพอใจและความต้องการของผู้ประกอบอาชีพนั้น        
         ประการที่ 2 ปัจจัยภายในได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ความสนใจ บุคลิกภาพ สติปัญญา ความถนัดทักษะ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความรับผิดชอบ ความอุตสาหะ เพศ เชื้อชาติ อายุ ความแข็งแรง สุขภาพ ความปลอดภัย ความมั่นคง การทำงานเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือไม่ ฯลฯ       
        
        กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพ กระบวนการที่บุคคลจะพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจ เป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน เช่น ต้องพิจารณาค่านิยม ความสนใจ ความถนัด และคุณสมบัติอื่น ๆ การตัดสินใจสัมพันธ์กับทักษะที่ได้เรียนรู้ ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของบุคคล เช่นหลักในการตัดสินใจ เป็นการสำรวจหนทางที่ จะเป็นไปได้กำหนดว่าจะทำอะไร จะเกิดผลอะไร ในการตัดสินใจ เราต้องรู้จักความสามารถ ความสนใจ ค่านิยมของตนเองและรู้ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง นำความรู้ไปพิจารณาตัวเลือกต่าง ๆ ถ้าได้ข้อมูลมากเท่าใด บุคคลนั้นก็มีโอกาสได้ผลที่พึงปรารถนามากขึ้นเท่านั้น ข้อมูลจากการประเมินนำไปสู่การอภิปรายลักษณะพิเศษของบุคคลที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการทางการศึกษาและอาชีพ       
        จะทราบได้อย่างไรว่าอาชีพไหนเหมาะสมกับเรา คนเรามีความถนัด ความสามารถ และความสนใจในงานอาชีพแตกต่างกันคะ บางคนเหมาะที่จะทำงานด้านหัตถกรรม บางคนเหมาะที่จะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรืองานทางด้านวิทยาศาสตร์ ส่วนบางคนเหมาะกับงานทางด้านที่จะสอนดนตรี แต่ละคนย่อมแตกต่างกัน ข้อสำคัญคือท่านต้องรู้จักตนเอง และรู้จักงานอาชีพต่าง ๆ อย่างกว้างขวางรวมทั้งพิจารณาดูว่า มีงานอะไรบ้างที่ท่านชอบและสนใจมากที่สุด และงานนั้น ๆ เหมาะกับอุปนิสัยและบุคลิกภาพของท่านหรือไม่     
1. ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ขาดทักษะและรายละเอียดข้อมูล เกี่ยวกับโลกอาชีพ     
2. ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา แนะนำ แนะแนวอาชีพ การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ ตลาดแรงงาน     
3. ขาดการรู้จักตนเอง ด้านความสามารถ สติปัญญา ความถนัด ความสนใจในอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเราคะ


ข้อสรุปก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพ     
1. ผู้ตัดสินใจเลือกควรรู้จักตนเองให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะในด้านอุปนิสัยใจคอ ความรู้ ความถนัด ความสามารถ สุภาพ นิสัย ทัศนคติเกี่ยวกับอาชีพนั้น ๆ และฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ฯลฯ     
2. ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ลักษณะของงานอาชีพต่าง ๆ ลักษณะของงานอาชีพ ค่าจ้าง สวัสดิการ ความก้าวหน้า ความต้องการของตลาดแรงงาน ฯลฯ
1. ให้นักเรียนมีตัวเลือกในการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้นในการตัดสินใจเลือก
2. ให้นักเรียนมีความสามารถในการตัดสินใจเลือกรวดเร็วขึ้น 
3. ให้นักเรียนได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง 
4. เมื่อนักเรียนมีอิสระในการเลือกมากขึ้นจะมีประสบการณ์การเลือกมากขึ้น 
5. ให้รู้นำประสบการณ์ในตัดสินใจเดิมมาใช้ในการตัดสินใจครั้งต่อไป 

  
ขั้นตอนการตัดสินใจเลือกอาชีพ
      1. กำหนดปัญหาหรืออุปสรรคให้ชัดเจนว่า เรากำลังตัดสินใจเรื่องอะไร เช่น เรากำลังเลือกแผนการเรียนอะไร หรือเลือกที่จะประกอบอาชีพอะไร
      2. สำรวจตัวเลือกต้องรู้จักแผนที่จะเลือกหรืออาชีพที่จะเลือก

      3.เปรียบเทียบแต่ละตัวเลือกแตกต่างกันอย่างไร
      4. สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจที่จะเลือกแผนหรืออาชีพทั้งหมด
      5. แปลความข้อมูลต้องกำหนดน้ำหนักความสำคัญให้แต่ละตัวเลือก การตัดสินใจเลือกอาชีพมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาชีพให้เราตัดสินใจเลือกมากกว่าหนึ่งอาชีพ มีความรู้และประสบการเกี่ยวกับอาชีพที่จะเลือก
      6. จัดการกับข้อมูลโดยการให้น้ำหนักความสำคัญแต่ละตัวเลือกในแต่ละประเด็นเมื่อเราเข้าใจว่าทำไมเราจึงเลือกตัวเลือกนี้มากว่า จะทำให้ตัวเลือกลดลง จนเหลืออาชีพที่เราสนใจเท่านั้น

      7. เรียงลำดับประโยชน์ของตัวเลือกจากมากไปหาน้อย จะช่วยให้เห็นความสำคัญของตัวเลือกแต่ละตัวมากขึ้น
      8. ตัดสินใจ การตัดสินใจเลือกอาชีพที่ดีจะต้องไม่กังวลใจว่าตัวเลือกที่เหลือจะเหมาะสมกับตัวเรามากน้อยเพียงใด เมื่อเราได้พิจารณาตัวเลือกหลายปัจจัย ได้คิดอย่างรอบคอบ เราต้องตระหนักว่าเราทำดีที่สุดแล้วในขณะนั้น แม้ว่าโดยทั่วไปการตัดสินใจเลือกจะมีความเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าอะไร จะเกิดขึ้นในอนาคต ปัญหาของเราคือเราจะต้องพยายามเลือกอาชีพที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อตัวเรามากที่สุด ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ และความรู้สึก ต้องพิจารณาจากความสนใจ บุคลิกภาพ ค่านิยม และความต้องการ

      กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพ

7 อาชีพ ที่จะทำงานได้อย่างเสรีในประชาคมอาเซียน




        ผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9  ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรี ด้านคุณสมบัติในสาขาอาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างเสรีข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน ฝีมือไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้อย่างเสรี ได้กำหนดครอบคลุม 7 อาชีพ และก็มีข่าวว่าอาจจะมีการเพิ่มจำนวนอาชีพขึ้นมาอีกในลำดับถัดไป สำหรับ 7 อาชีพที่มีข้อตกลงกันแล้วให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรี ได้แก่
- อาชีพวิศวกร( Engineering Services)
- อาชีพพยาบาล (Nursing Services)
- อาชีพสถาปนิก(Architectural Services)
- อาชีพการสำรวจ (Surveying Qualifications)
- อาชีพนักบัญชี (Accountancy Services)
- อาชีพทันตแพทย์ (Dental Practitioners)
- อาชีพแพทย์ (Medical Practitioners)

และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีในกลุ่ม 7 อาชีพนั้น มีผลดีต่อไทยไม่น้อย เพราะในภาพรวม สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไทยมีศักยภาพในด้านการผลิตบุคลากรในสาย วิชาชีพทั้ง 7 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ผู้จบการศึกษาในสายวิชาชีพทั้ง 7 ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกมีตลาดงานที่เปิดกว้างมากขึ้นจากเดิมที่ตลาดมีแค่การให้บริการประชาชน 63 ล้านคน เป็นตลาดของประชาชนร่วม 600 ล้านคนใน 10 ประเทศอาเซียน นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยอยู่ในทิศทางที่กำลังเติบโตทางด้านเศรษฐกิจทั้ง สิ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง และโดยภาพรวมคุณภาพของผู้จบวิชาชีพทั้ง 7 ในไทยก็สูงอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศอาเซียน ทำให้โอกาสในการหางานมีสูง ในขณะที่คนไทยสามารถไปทำงานในประเทศอาเซียนได้อย่างเสรีนั้น สภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลมาตรฐานของอาชีพทั้ง 7 นั้นคงต้องมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งรัดกุมเป็นอย่างมาก เพื่อรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพในสาขาอาชีพนั้นๆ ในไทยให้คงเดิม หรือยกระดับให้สูงขึ้นไปอีก ป้องกันมิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐานขององค์กรในการผลิตคน บางแห่งที่อาจใช้โอกาสนี้เพิ่มรายได้ในการเร่งผลิตคนในวิชาชีพเหล่านั้น จำนวนมากเพื่อตอบสนองตลาดที่ใหญ่ขึ้น มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบทางลบโดยรวม
        อีกปัญหาที่อาจะตามมาอีกอย่างคือ บางวิชาชีพไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์ ถ้าแก้ปัญหาไม่ทันท่วงทีในเวลาอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า ไทยจะมีปัญหาเรื่องการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ในสายวิชาชีพทันตแพทย์อย่างแน่ นอน ขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังดูแลในเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพทั้ง 7 อาชีพในไทยด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะมีผู้มาจากประเทศอื่นที่มาประกอบอาชีพในไทยมีปัญหาความอ่อนด้อยใน เรื่องมาตรฐาน ซึ่งถ้าดูแลไม่รอบคอบรัดกุม อาจก่อเกิดผลกระทบกับสังคมไทยในทางลบ และอาจส่งผลต่อปัญหาการประกอบอาชีพของคนไทยเอง

        แต่อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม สังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนในวัยทำงานกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีข้อมูลว่าอีกประมาณสิบปีข้างหน้า สัดส่วนคนในวัยทำงานจะต่ำกว่าประชากรผู้สูงอายุมาก นี่จะทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือในกลุ่มอาชีพทั้ง 7 นั้น ผู้ที่จบจากสายวิชาชีพดังกล่าวจะประกันได้ว่าไม่น่าจะมีใครที่ตกงาน เพราะมีตลาดใหญ่มากรองรับทั้งในไทย และในประเทศอาเซียน


ข้อตกลง เคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 7 อาชีพในปี 2015 (2558) แม้จะเป็นโอกาสทองของคนไทยในสายวิชาชีพดังกล่าว แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในด้านการที่คนของเราไปทำงานบ้านเขา และการที่คนบ้านเขามาทำงานในบ้านเรา เพราะถ้าการระวังไม่รัดกุม โอกาสทองนั้นอาจพลิกเป็นวิกฤต และมีผลกระทบรุนแรงต่อบางสายวิชาชีพได้

การวางแผนการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ

การวางแผนการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ

        เมื่อจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ทุกคนมีปัญหาที่จะต้องคิดเหมือนกันว่า จะเรียนต่อหรือไม่ ถ้าเรียนจะเรียนอะไร และถ้าไม่เรียนจะทำอะไรใช่ไหมคะ ทุกคนมีคำตอบแล้วหรือยัง ถ้ายังเพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด ควรเริ่มคิดตั้งแต่บัดนี้ นั่นคือการวางแผนชีวิตในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ ในกรณีของผู้ประสงค์จะศึกษาต่อ จะมีหลักเกณฑ์ในการคิดตัดสินใจศึกษาต่ออย่างไรบ้าง จึงจะเหมาะสมกับตนเอง เมื่อจบแล้วจะได้ประกอบอาชีพตามที่ต้องการ และตรงกับความสนใจและความถนัด ถ้าเราสามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วก็เชื่อว่าเราต้องประสบความสำเร็จในชีวิตการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพแน่นอนคะ เพราะว่าจะสามารถทำให้เราตัดสินใจหรือวางแผนแนวทางในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับอัตภาพของตนเอง เหมือนกลอนที่ครูเอามาฝากดังนี้คะ

“การเลือกทางศึกษาต่อขอให้คิด อย่าหลงผิดตามเพื่อนหนอเป็นข้อใหญ่

ควรคำนึงถึงปัญญาทุกท่านไป ว่าทางไหนเราถนัดจัดว่าดี
อีกทั้งความสนใจและความชอบ จะประกอบให้เราเด่นเป็นศักดิ์ศรี
ทั้งเรื่องทุนการศึกษาปัญหามี ทั้งหมดนี้ควรวิเคราะห์ให้เหมาะเอย”



แนวทางการวางแผนศึกษาต่อและประกอบอาชีพ
1. ต้องรู้จักตนเอง จะต้องรู้พิจารณาตนเองในเรื่องเหล่านี้คะ

* ความชอบหรือความสนใจ ในการเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง เราควรนำเอาผลการสำรวจในด้านต่าง ๆ มาประมวลเพื่อประกอบการพิจารณา เช่น มีบุคลิกภาพแบบใด ความสามารถด้านใด ชอบทำกิจกรรมอะไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราพิจารณาตนเองได้ว่าเราควรประกอบอาชีพอะไร ซึ่งหากเลือกอาชีพใดได้ตรงกับคุณสมบัติของตัวเองแล้วจะทำให้ประกอบอาชีพนั้นอย่างมีความสุข มีผลงานที่มีประสิทธิภาพน่าพอใจ คนแต่ละคนมีความชอบและความสนใจที่แตกต่างกัน ความสนใจนี้จะสังเกตได้จากการที่นักเรียนชอบทำกิจกรรมใดอยู่เสมอ ๆ หรือบ่อย ๆ กว่ากิจกรรมอื่น

* ความถนัด การที่บุคคลจะวางแผนในอนาคตได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับตัวเองได้นั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือบุคคลต้องรู้จักความถนัดของตนเอง ทุกคนมีความถนัดในแต่ละด้านแตกต่างกันไป เมื่อเราทำสิ่งใดได้ดีก็จะทำให้เรามีความสุข และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองคะ การรู้จักจุดด้อยของตัวเองจะช่วยให้เราพัฒนาได้ถูกต้อง และเรียนรู้ที่จะปรับปรุงด้านที่ไม่ถนัด ความถนัดและความสนใจมักเป็นสิ่งที่คู่กันไป ความถนัดนี้อาจสังเกตได้จากการที่บุคคลทำกิจกรรมใดหรือสิ่งใดแล้ว ทำได้ดี คล่องแคล่ว ทำแล้วประสบความสำเร็จ 

* สติปัญญาและความสามารถ การที่จะดูว่าสติปัญญาหรือความสามารถดีไม่ดี อาจดูได้จากระดับคะแนนหรือผลการเรียนที่ผ่านมาในสมุดรายงานประจำตัวนักเรียนดูว่าในแต่ละวิชาที่สอบไปแล้วได้ระดับคะแนนหรือผลการเรียนเป็นอย่างไร ถ้าได้ระดับการเรียนหรือผลการเรียนในวิชานั้นสูง ก็แสดงว่าระดับสติปัญญาหรือความสามารถในการเรียนวิชานั้นสูง แต่ถ้าระดับคะแนนหรือผลการเรียนในวิชานั้นต่ำ ก็แสดงว่าสติปัญญาหรือความสามารถในการเรียนวิชานั้นต่ำ
ส่วนหนึ่งที่เราควรรู้คือ รู้ว่าตนเองมีความสามารถด้านใดบ้าง เพราะสิ่งนี้จะช่วยทำให้เรา เลือกแนวทางเหมาะสมกับตนเองมากที่สุดคะ เราควรคำนึงว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่งในด้านที่เหมือนกับคนอื่น เพียงแต่มีความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่เชี่ยวชาญในทักษะด้านนั้น ๆ มากก็เพียงพอแล้ว ดังคำกล่าวที่ว่า “อันความรู้รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” 


*ค่านิยม การที่บุคคลจะวางแผนอนาคตได้อย่างถูกต้องกับเหมาะสมกับตนเองได้นั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญมากก็คือ ต้องรู้ค่านิยมในงานที่ตนยึดไว้เป็นหลักสำคัญ ค่านิยมในตนเองมีผลต่อการเลือกแนวทางต่าง ๆ ในชีวิตของเราเสมอ การสำรวจค่านิยมในงาน จะช่วยชี้นำไปสู่อาชีพที่ตรงกับความต้องการของเรา มีโอกาสประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูง แต่ทั้งนี้เราควรนำคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ มาประกอบกับค่านิยมของตนเองด้วย เพื่อช่วยให้การพิจารณาอาชีพที่เราควรเลือกทำเมื่อจะไปประกอบอาชีพในอนาคตอีกด้วยคะ

* บุคลิกภาพ คือ ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลในด้านต่าง ๆ ทั้งส่วนภายนอกและภายใน ส่วนภายนอกคือส่วนที่มองเห็นชัด เช่น รูปร่าง หน้าตา กิริยามารยาท การแต่งกาย ส่วนภายใน คือส่วนที่มองเห็นยาก แต่อาจทราบได้โดยการอนุมาน สติปัญญา ลักษณะอารมณ์ประจำตัว ฯลฯ ลักษณะต่าง ๆ ของบุคลิกไม่สามารถแยกเป็นส่วน ๆ ออกจากกันได้ มีผลต่อกันประดุจลูกโซ่ บุคลิกภาพของมนุษย์ถูกหล่อหลอมด้วยพันธุกรรม การเรียนรู้วิธีปรับตัวของบุคคลและสิ่งแวดล้อม
ต้องพิจารณาว่าอุปนิสัยใจคอของตนเองเป็นเช่นไร ควรได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นความสามารถและลักษณะเฉพาะตัว ทำให้เราเป็นคนมีคุณภาพ ลักษณะบางอย่างเราอาจนึกไม่ถึงเพราะเป็นจุดเล็ก ๆ แต่อาจเป็นจุดที่ดีและเด่นของเรา การสำรวจตนเอง ให้ถี่ถ้วนจะทำให้เราเลือกแนวทางชีวิตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 

*รูปร่างและลักษณะของร่างกาย สถานศึกษาหลายแห่งกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับรูปร่าง และลักษณะของทางร่างกายไว้ด้วย เช่น สถานศึกษาด้านทหาร ตำรวจ พลศึกษา จะต้องเป็นคนที่มีสุขภาพดี คือ มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง (มีส่วนสูงสัมพันธ์กับน้ำหนัก) มีลักษณะสมชาย และต้องไม่พิการทางสายตาเป็นต้น

*อายุ สถานศึกษาหลายแห่งกำหนดอายุของผู้ที่จะเข้าศึกษาไว้ ซึ่งต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ

*เพศ บางสถานศึกษาได้กำหนดเพศเอาไว้ด้วย เพื่อความเหมาะสมและความคล่องตัวในการประกอบอาชีพต่อไป เช่น พยาบาล เป็นต้น

*สัญชาติและเชื้อชาติ สถานศึกษาบางแห่งจะกำหนดว่าผู้เข้าศึกษาต่อยังสถานศึกษานั้น ๆ ต้องมีสัญชาติและเชื้อชาติตามที่สถานศึกษานั้นกำหนด ทั้งนี้ต้องสงวนลิขสิทธิ์ในการประกอบอาชีพบางอาชีพเพื่อคนไทย เช่น อาชีพทหารตำรวจ เป็นต้น

* ทุนทรัพย์ ดูว่าฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร พอที่จะส่งเสียให้ศึกษาต่อได้เพียงใด เพราะการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปนั้น บางสาขาวิชาจำเป็นต้องใช้ทุนในการศึกษามาก แต่บางสาขาวิชาอาจใช้เวลาในการศึกษาระยะสั้น ๆ ใช้ทุนในการศึกษาไม่มาก ทั้งนี้แล้วแต่สถานศึกษาหรือสาขาวิชา ที่เลือกเรียน

*เป้าหมายในอนาคต ควรตั้งเป้าหมายในอนาคตว่าต้องการประกอบอาชีพใด เพื่อจะได้ศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับอาชีพที่นักเรียนสนใจ มีความถนัดและสอดคล้องกับบุคลิกภาพของตน 

*ผู้ปกครอง การที่นักเรียนจะเลือกศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ ควรขอคำปรึกษาจากบิดา มารดา เสียก่อน เพื่อช่วยชี้แนะแนวทางให้เราตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง




2. ต้องรู้จักสิ่งแวดล้อม 
ต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาที่จะศึกษาต่อว่า ที่ตั้งระยะทางไป-กลับระหว่างที่พักกับสถานศึกษา ระเบียบการ หลักสูตร คุณสมบัติที่ต้องการ สวัสดิการ ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร หรือข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพว่าลักษณะงาน คุณสมบัติที่ต้องมี โอกาสก้าวหน้าในอาชีพ รายได้ สวัสดิการเป็นอย่างไร และอาชีพดังกล่าวในอนาคตอันใกล้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากน้อยเพียงใดคะ





3. เปรียบเทียบข้อมูลของตนเองกับสิ่งแวดล้อม 
เมื่อรู้จักตนเองใดด้านต่าง ๆ รู้จักข้อมูลเกี่ยวกับสถานศึกษาที่จะศึกษาต่อ หรือข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพแล้ว ให้นำข้อมูลที่เกี่ยวกับตนเองเปรียบเทียบกับข้อมูลสิ่งแวดล้อมว่าเหมาะสมที่จะเลือกศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพใดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับอัตภาพของตน โดยมีการพิจารณาอย่างรอบคอบคะ


Credit ครูสุทธิรักษ์ เสมอกัน  (ครูอ้อม

11 มิ.ย. 2558

รายชื่อสมาชิก

รายชื่อสมาชิก
เด็กชายตรีเนตร           ลิงลม               เลขที่  2
เด็กหญิงธนภรณ์          ชาคโรทัย        เลขที่ 24
เด็กหญิงพัทธมน          ตฤษณะศุขะ   เลขที่ 28
เด็กหญิงสุนิตา              แก้วพิชัย        เลขที่ 36
เด็กหญิงกนกกาญจน์   รักษาทรัพย์   เลขที่ 40